สร้างเมืองต้นแบบปลอดการเผา และลดโลกร้อน ตั้งเป้าลดการเผาให้เป็นศูนย์ จังหวัดอุดรธานี

อุดรธานี ผนึกกำลัง สยามคูโบต้า สร้างเมืองต้นแบบปลอดการเผา และลดโลกร้อน ตั้งเป้าลดการเผาให้เป็นศูนย์
จังหวัดอุดรธานี บูรณาการความร่วมมือ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา สร้างโมเดล “อุดรธานี เมืองต้นแบบปลอดการเผา และลดโลกร้อน” ขยายผลองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรทดแทนการเผา พร้อมตั้งเป้าลดการเผาให้เป็นศูนย์
วันที่ 23 มิถุนายน 2565 ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นต์เตอร์ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และนายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกรร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา ( Zero Bum) สร้างโมเดล “อุดรธานี เมืองต้นแบบปลอดการเผา และลดโลกร้อน” ขยายโมเดลความสำเร็จ ดึงองค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร เอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า มุ่งแก้ปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในภาคการเกษตร ตลอดจนบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พร้อมตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่การเกษตรให้เป็นศูนย์
จังหวัดอุดรธานี มีนโยบายแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้ามามีบทบาทในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน ผลักดันนโยบายการงดเผาฟางข้าวและใบอ้อยของภาครัฐ แก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอนุภาค PM 2.5 จากการเผาฟางและใบอ้อยหลังเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการเผาในพื้นที่การเกษตรของจังหวัดอุดรธานี ให้เป็น 0% ภายใต้แนวคิด “อุดรธานี เมืองต้นแบบปลอดการเผาและลดโลกร้อน” ซึ่งหากมีส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผา จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไข ปัญหา รณรงค์และพัฒนากระบวนการผลิตพืชโดยวิธีปลอดการเผา รวมทั้งช่วยส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกรในจังหวัดเกิดการพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรให้มีความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรของจังหวัดอุดรธานี ต่อไป
สำหรับสถานการณ์การเผาไหม้ของพื้นที่ภาคเกษตรของจังหวัดอุดรธานีพบว่า พื้นที่การเผาและจุดความร้อนสะสม (Hotspot) ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 พบว่ามีจำนวน 863 จุด โดยมาจากภาคการเกษตร 314 จุด แบ่งเป็น พื้นที่นาข้าว 31 % อ้อย 18 % พื้นที่เกษตรอื่นๆ 19 % ซึ่งจังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวกว่า 2 ล้านไร่ ส่งผลให้มีปริมาณฟางข้าวอัดก้อนถึง 60 ล้านก้อน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยอีกกว่า 6 แสนไร่ หากจังหวัดอุดรธานี ได้มีการทำโครงการเกษตรปลอดการเผาจะทำให้เกิดโอกาสในการลดต้นทุนและสร้างรายได้ จะสามารถประหยัดค่าปุ๋ยได้ เนื่องจากจะช่วยคืนความสมบูรณ์และอินทรีย์วัตถุในดิน โดยเฉพาะธาตุอาหารหลักคิดเป็น 318 ล้านบาท ได้รายได้จากการจำหน่ายฟางข้าวอัดก้อนประมาณ 50-100 บาท/ ไร่ คิดเป็น 100 ล้านบาท นอกจากนี้พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยที่มีอยู่กว่า 6 แสนไร่ สามารถประหยัดค่าปุ๋ยได้ 111 ล้านบาท ได้รายได้จากการจำหน่ายใบอ้อยอัดก้อนประมาณ 50-100 บาท/ ไร่ คิดเป็น 30 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดรายได้สู่ชุมชนจากบริการรับอัดฟางข้าวถึง 840 ล้านบาท สามารถนำไปจำหน่ายให้ผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือโรงไฟฟ้าชีวมวลได้
นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลให้ความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนโดยสั่งการให้เร่งรณรงค์ลดปัญหาฝุ่นละอองในอากาศและลดสภาวะโลกร้อน วันนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญอีกโอกาสหนึ่งที่ จังหวัดอุดรธานีร่วมกับบริษัทเอกชน “สยามคูโบต้า” ที่ทำงานใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ในการใช้เครือข่ายรณรงค์ลดปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ และลดสภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อว่าจากความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ปัญหาฝุ่นละอองในการอากาศและสภาวะโลกร้อนของจังหวัดอุดรธานีลดระดับลง
จากกิจกรรมของจังหวัดอุดรธานีทั้งการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ปลูกพืชไร่เช่นอ้อย และความหนาแน่นของชุมชนเมือง เราตั้งข้อสังเกตถึงปริมาณฝุ่นละอองในอากาศหรือโอกาสในการเกิดฝุ่นละอองในอากาศ จากการใช้ชีวิตของประชาชนจากการวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า สภาพภูมิอากาศจังหวัดอุดรธานี อยู่ในระดับที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมของประชาชน แต่อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปริมาณการเผาพืชเพื่อเตรียมแปลงเกษตรกรรม ยังสูงกว่าเป้าหมายที่เราจะต้องลดให้มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นการสร้างการรณรงค์ร่วมกับองค์กรต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งมากยิ่งดี เพื่อไปสู่เป้าหมาย Zero Burn หรือทำให้การเผาเป็น ศูนย์ แม้จะทำได้อยาก แต่การรณรงค์ก็ต้องทำต่อไป
นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “ประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยกว่า 54 % เกิดจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งรวมถึงการเผาในพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน สยามคูโบต้า จึงดำเนินโครงการ “เกษตรปลอดการเผา หรือ Zero Burn” นับตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมา เพื่อรณรงค์และพัฒนากระบวนการผลิตโดยวิธีการทำเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว ตอซังข้าว และใบอ้อย ด้วยการนำเอานวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและองค์ความรู้ด้านการเกษตร ภายใต้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร มาปรับใช้ โดยในปีนี้ได้ต่อยอดเกษตรลดโลกร้อน เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน
สำหรับโครงการเกษตรปลอดการเผา และเกษตรลดโลกร้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อทำการเกษตรในรูปแบบปลอดการเผา โดยตั้งเป้าให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตร นำไปใช้ในการทำการเกษตรปลอดการเผา สอดคล้องกับเป้าหมายภาครัฐในการลดการเผาในพื้นที่การเกษตรให้เป็นศูนย์ โดยที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้จัดกิจกรรมรณรงค์และสัมมนาโครงการฯ รวมถึงดำเนินการจัดลงนามความร่วมมือโครงการเกษตรปลอดการเผา และเกษตรลดโลกร้อน ไปแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดราชบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดนครสวรรค์ ส่งผลให้ลดการเผาในภาคการเกษตรของจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วกว่า 80 % นับตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมโครงการ อีกทั้งยังสร้างรายได้และคืนสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้พี่น้องเกษตรกรด้วย สยามคูโบต้ามุ่งมั่นผลักดันแนวคิดเกษตรปลอดการเผา ด้วยการขยายพื้นที่ความร่วมมือของโครงการฯ ในปี 2565 นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดต้นแบบหมู่บ้านเกษตรปลอดการเผา เผยความสำเร็จที่สยามคูโบต้าได้เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถนำความรู้มาลงมือปฏิบัติจริงกับพื้นที่การเกษตรจนเกิดเป็นต้นแบบเกษตรปลอดการเผาได้จริง พร้อมส่งต่อความรู้ไปยังภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมภาคเกษตรกรรมให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป